Tuesday, 9 July 2024

ทำความเข้าใจความเร็วลมคืออะไร ความสำคัญ และการวัด

ความเร็วลมคือ

ความเร็วลมเป็นลักษณะพื้นฐานทางอุตุนิยมวิทยาและวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม เป็นองค์ประกอบที่สำคัญบรรยากาศโลก การทำความเข้าใจและวัดผลมีความสำคัญเป็นอย่างมากกับการใช้งานที่หลากหลาย ตั้งแต่การพยากรณ์อากาศ การบิน การเดินเรือ การใช้พลังงานทดแทน ไปจนถึงสามารถตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อมได้ เป็นต้น

โดยการศึกษาความเร็วลมทำให้เราได้รับข้อมูลเชิงลึกอันมีค่าเกี่ยวกับแรงที่ส่งผลต่อสภาพอากาศและสภาพอากาศ ช่วยให้เราเตรียมพร้อมและปรับตัวเข้ากับโลกธรรมชาติได้ดียิ่งขึ้น

ความเร็วลมคืออะไร

ความเร็วลมหมายถึงอัตราที่อากาศเคลื่อนที่จากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง เป็นปริมาณเวกเตอร์ ซึ่งมีทั้งขนาดและทิศทาง โดยทั่วไปความเร็วลมจะวัดเป็นเมตรต่อวินาที (m/s) กิโลเมตรต่อชั่วโมง (km/h) หรือไมล์ต่อชั่วโมง (mph)

ความเร็วลมเป็นข้อมูลสภาพอากาศที่มีประโยชน์มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ที่ทำกิจกรรมส่วนตัวหรืออาชีพโดยที่เกี่ยวข้องกับลม หรือใช้ความเร็วลมที่ร่วมกับทิศทางช่วยในการพยากรณ์อากาศที่น่าเชื่อถือได้

ความสำคัญของความเร็วลม มีดังนี้

  • พยากรณ์อากาศ: การวัดความเร็วลมที่แม่นยำเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการพยากรณ์สภาพอากาศ รวมถึงสภาพอากาศเลวร้ายอื่นๆ
  • ปฏิบัติการการบินและการเดินเรือ: นักบินและกัปตันเรือจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลความเร็วลมเพื่อใช้นำทางอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ โดยความเร็วลมที่สูงส่งผลให้เกิดหลุมอากาศ และมีผลกระทบต่อเส้นทางการบินหรือเส้นทางการเดินเรือได้
  • พลังงานทดแทน: ข้อมูลความเร็วลมนั้นมีความสำคัญต่อการวางตำแหน่งและการทำงานของกังหันลม พื้นที่ที่มีความเร็วลมสูงที่สม่ำเสมอนั้นเหมาะสมอย่างยิ่งในการสร้างพลังงานลม
  • ตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อม: ความเร็วลมส่งผลต่อการแพร่กระจายของมลพิษและการแพร่กระจายของไฟป่า การตรวจสอบความเร็วลมนั้นสามารถช่วยในการจัดการสิ่งแวดล้อมที่อันตรายได้

ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเร็วลม:

  • ระดับของการเปลี่ยนความดันบรรยากาศ (Pressure gradient): ความแตกต่างของความดันบรรยากาศทำให้อากาศเคลื่อนจากบริเวณที่มีความกดอากาศสูงไปยังบริเวณที่มีความกดอากาศต่ำ ทำให้เกิดลม ยิ่งแรงดันต่างกันมาก ลมก็จะยิ่งแรงขึ้น
  • ปรากฎการณ์ (Coriolis effect): เป็นปรากฎการณ์การหมุนของโลกทำให้อากาศเคลื่อนที่เบนไปทางขวาในซีกโลกเหนือ และไปทางซ้ายในซีกโลกใต้ ส่งผลต่อทิศทางและความเร็วลม
  • แรงเสียดทาน (Friction): พื้นผิวโลกมีผลกระทบกับความเร็วลม โดยภูมิประเทศที่มีพื้นผิวเรียบ เช่น มหาสมุทร จะมีความเร็วลมจะสูงกว่าในพื้นที่ที่มีภูมิประเทศที่ขรุขระหรือเขตเมือง ซึ่งความเร็วลมจะลดลงเนื่องจากแรงเสียดทานที่เพิ่มขึ้น
  • ความแตกต่างของอุณหภูมิ (Temperature Differences): การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิระหว่างพื้นที่ต่างๆ อาจทำให้ความเร็วลมเปลี่ยนแปลงได้ โดยอากาศอุ่นจะลอยตัวขึ้นและสร้างพื้นที่บริเวณที่มีความกดอากาศต่ำ ในขณะที่อากาศเย็นจะลอยตัวต่ำลงทำให้เกิดบริเวณที่มีความกดอากาศสูง

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆโดยสามารถดูรายละเอียดเพิ่มได้ที่ ปัจจัยที่มีผลวัดอัตราเร็วลมที่ต่างกันในเหตุการณ์เดียวกัน

หน่วยวัดความเร็วลม

ในการหาปริมาณความเร็วลม นักวิทยาศาสตร์และนักอุตุนิยมวิทยานิยมใช้หน่วยวัดมาตราส่วนต่างๆ ดังนี้:

  • มาตราส่วนโบฟอร์ต (Beaufort): สเกลนี้จัดหมวดหมู่ความเร็วลมตั้งแต่ 0 (สงบ) ถึง 12 (พายุเฮอริเคน) ขึ้นอยู่กับสภาพทะเลที่สังเกตได้และผลกระทบจากพื้นดิน
  • มาตราส่วนลมพายุเฮอริเคนแซฟเฟอร์-ซิมป์สัน (Saffir-Simpson): มาตราส่วนนี้แบ่งประเภทพายุเฮอริเคนออกเป็น 5 หมวดหมู่ตามความเร็วลมคงที่ โดยหมวด 1 มีความรุนแรงน้อยที่สุด และหมวด 5 มีความรุนแรงมากที่สุด
  • มาตราส่วนฟูจิตะ (Fujita): ใช้ในสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก โดยมาตราส่วนนี้ใช้วัดความรุนแรงของพายุทอร์นาโดตามความเร็วลมและความเสียหายที่เกิดขึ้น

เนื่องจากหน่วยวัดมีหลายหน่วยหากสนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เข้าใจหน่วยวัดความเร็วลมอย่างง่าย

อุปกรณ์สำหรับวัดความเร็วลม

ความเร็วลมวัดโดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า “เครื่องวัดความเร็วลม Anemometer” ซึ่งมีหลายประเภทโดยแต่ละประเภทมีวิธีการวัดของตัวเองที่ต่างกันไป ดังนี้

  1. แบบถ้วย (Cup Anemometer): เป็นเครื่องวัดความเร็วลมที่นิยมใช้กันมากที่สุด ประกอบด้วยถ้วยสามหรือสี่ใบติดกับแขนแนวนอน เมื่อลมพัดแก้วจะหมุนรอบแกนแนวตั้ง โดยความเร็วในการหมุนแปรผันตรงกับความเร็วลม ถ้าความเร็วในการหมุนเร็วความเร็วลมก็จะเร็วตามด้วย
  2. แบบใบพัด (Vane Anemometer): อุปกรณ์นี้ใช้ใบพัดและใบพัดหางร่วมกันในการวัดความเร็วและทิศทางลม ใบพัดจะหมุนเมื่อมีลมผ่านและใบพัดส่วนหางช่วยให้มั่นใจว่าอุปกรณ์ยังอยู่ในแนวเดียวกับทิศทางลม
  3. แบบลวดความร้อน (Hot-Wire Anemometer): เป็นเครื่องมือวัดความเร็วลมตามผลการระบายความร้อนบนลวดทำความร้อน เมื่อลมพัดผ่านเส้นลวดเส้นลวดจะเย็นลง และใช้อัตราการทำความเย็นเพื่อคำนวณความเร็วลม
  4. แบบอัลตราโซนิก (Ultrasonic Anemometer): เครื่องวัดความเร็วลมขั้นสูงที่ใช้คลื่นเสียงอัลตราโซนิกในการวัดความเร็วลม โดยจะคำนวณเวลาที่คลื่นเสียงใช้เดินทางระหว่างคู่ทรานสดิวเซอร์ แล้วนำไปใช้ต่อในกำหนดความเร็วและทิศทางของลม

หากสนใจหัวข้อนี้สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมอีกได้ที่ แอนนิโมมิเตอร์คืออะไร? วิธีเลือกรุ่นที่เหมาะสมกับการใช้งาน